พงศพัศสรุปหนี้ครูน้อยรวม8.2ล้านเจ้าหนี้20ราย


 เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 9 กุมภาพันธ์ พล.ต.ท.พงศพัศ พงษ์เจริญ ผู้ช่วย ผบ.ตร.ในฐานะโฆษก ตร. พร้อมด้วย พ.ต.อ.ดุสิต สมศักดิ์ ผกก.สน.ราษฎร์บูรณะ  เดินทางไปพบนางนวลน้อย ทิมกุล หรือครูน้อย อายุ 67 ปี ที่สถานรับเลี้ยงเด็กยากจนบ้านครูน้อย เลขที่ 319 หมู่ 1 ซ.ราษฎร์บูรณะ 26 แขวงและเขตราษฎร์บูรณะ เพื่อสรุปยอดจำนวนเจ้าหนี้และยอดหนี้  หลังจากเมื่อวันที่ 8 เดือนเดียวกัน ได้ไปเจรจากับเจ้าหนี้หลายรายให้เก็บเฉพาะเงินต้น

  พล.ต.ท.พงศพัศ กล่าวว่า หลังจากทราบว่าครูน้อยมีหนี้สินจำนวนมากตนได้สั่งการให้ พ.ต.อ.ดุสิต ประสานข้อมูลเรื่องจำนวนเจ้าหนี้และจำนวนยอดเงินที่ครูน้อยเป็นหนี้ หลังจากตรวจสอบแล้วพบว่าขณะนี้ครูน้อยเป็นหนี้อยู่ประมาณ 8 ล้านบาทเศษ โดยมีเจ้าหนี้ทั้งหมด 20 ราย ในวันนี้ตนจึงเดินทางมาพบครูน้อยเพื่อสรุปยอดข้อมูลของทางตำรวจกับข้อมูลของครูน้อยว่าตรงกันหรือไม่

 พล.ต.ท.พงศพัศ กล่าวอีกว่า จากนี้เจ้าหน้าที่จะไปพูดคุยกับเจ้าหนี้เพื่อขอลดหย่อนดอกเบี้ยหรือยอดเงินให้น้อยลง หลังจากที่ได้มีการพูดคุยกับเจ้าหนี้ไปบางรายแล้ว มีบางส่วนที่ยินยอมที่จะลดยอดเงินลง จากยอดเงินที่เป็นหนี้ทั้งหมด 8 ล้านบาท คาดว่าจะลดลงเหลือประมาณ 4 ล้านบาท และจะพยายามพูดคุยให้ยอดหนี้เหลือน้อยที่สุดเพื่อให้ครูน้อยมีกำลังใจในการทำงานเพื่อสังคมต่อไป เพราะเงินที่ครูน้อยเป็นหนี้เกิดจากการช่วยเหลือเด็กที่ยากไร้ ไม่ได้นำเงินไปเล่นการพนันหรือทำเรื่องที่ไม่ดีและประชาชนที่มีจิตศรัทธาบริจาคเงินเข้ามาจะได้มีกำลังใจในการช่วยเหลือต่อไป และจะช่วยให้ครูน้อยมีการจัดการระบบในการใช้จ่ายเงินให้ดีขึ้น โดยจะแนะนำให้มีการจัดทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย และบริหารจัดการระบบการเงินให้ดีขึ้น

 พ.ต.อ.ดุสิต เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบบรรดาเจ้าหนี้ว่ามีใครบ้างพบว่ามีจำนวน 20 ราย เป็นเงินรวมทั้งสิ้น 8,215,000 บาท และได้พูดคุยแล้วทุกราย โดยเจ้าหนี้ที่ครูน้อยเป็นหนี้มากที่สุดมียอดเงิน 1.7 ล้านบาท บางรายครูน้อยเป็นหนี้อยู่ 8.3 แสนบาท เจ้าหนี้รายนี้ยอมลดหนี้ให้เหลือ 3 แสนบาทและไม่คิดดอกเบี้ย เท่าที่พูดคุยกับบรรดาเจ้าหนี้พบว่า ส่วนใหญ่เป็นการยืมเงินแบบไทยๆ ไม่มีการทำสัญญาเวลาครูน้อยไม่มีเงินซื้อข้าวให้เด็กก็ให้เด็กวิ่งไปยืมเงินจากเจ้าหนี้มา มีบางรายเขียนในกระดาษเล็กๆ ว่ายอดเงินเป็นจำนวนเท่าไหร่ ส่วนที่คาดว่าจะมีการข่มขู่จากบรรดาเจ้าหนี้นั้น จากการตรวจสอบแล้วพบว่าไม่มีการมาข่มขู่ครูน้อย แต่อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ไม่ประมาทได้จัดกำลังมาเฝ้าตลอด 24 ชั่วโมง

 ครูน้อย เปิดเผยว่า เสียใจที่มีคนสงสัยว่า นำเงินที่ได้รับบริจาคไปซื้อรถให้ลูกและไปซื้อที่ดิน ทั้งที่ไม่เป็นความจริง ลูกทั้ง 2 คน ปกติสามีตนเป็นคนดูแลในทุกเรื่อง ตนไม่เคยนำเงินที่ได้รับบริจาคในส่วนนี้ไปใช้จ่ายกับลูกๆ โดยลูกคนโตจบปริญญาโท กำลังจะแต่งงาน การที่ตนเป็นหนี้นั้นเกิดจากการที่ตนต้องให้เงินเด็กเป็นค่าใช้จ่ายไปโรงเรียน โดยเด็กที่เรียนอยู่ชั้นอนุบาลตนให้ใช้วันละ 10 บาท ป.1-ป.2 วันละ 15 บาท ป.3-ป.4 วันละ 20 บาท ป.5-ป.6 วันละ 30 บาท  ม.1- ม.3 วันละ 60 บาท  ม.4-ม.6 วันละ 70 บาท ระดับปวช. วันละ 80 บาท ระดับปวส. 90 บาท มหาวิทยาลัยราชภัฏฯ วันละ  100 บาท และมหาวิทยาลัยวันละ 140 บาท ซึ่งตนต้องให้เงินเด็กๆ ไปโรงเรียนทุกวัน

 "รู้สึกน้อยใจที่มีคนเรียกร้องให้ตรวจสอบ ฉันไม่ใช่อาชญากรที่โกงบ้านเมือง เหตุใดไม่ไปตรวจสอบคนเหล่านั้น ที่เห็นว่าพวกเด็กๆ ที่อยู่ในความดูแลของตนไม่เหมือนเด็กอนาถาเนื่องจากเด็กเหล่านี้ตนเลี้ยงดูมาอย่างดี ให้ที่อยู่ที่กินให้ใส่เสื้อผ้าดีๆ  เพราะสิ่งของที่ได้รับบริจาคมานั่นเอง ถ้าในอนาคตมีคนมาปิดบ้านครูน้อย ตนก็ยินดี แต่ก็ต้องรับเด็กของตนไปเลี้ยงดูให้ดีหรือจะให้ตนเปลี่ยนจากบ้านครูน้อยเป็นมูลนิธิตนคงไม่ทำ เนื่องจากการจัดตั้งมูลนิธิต้องใช้เงินมากขอตนทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ จะดีกว่า อย่างไรก็ตาม ตนก็ยอมรับว่าที่ผ่านมาตนผิดเองที่บริหารเงินไม่เป็น เพราะตนให้เงินเด็กๆ ไปตลอดโดยที่ไม่ดูว่าเงินในกระเป๋ามีเท่าไหร่ ต่อจากนี้ตนจะจัดการระบบการใช้จ่ายเงินให้ดีขึ้นเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำอีก" ครูน้อย กล่าว

 จากนั้นพล.ต.ท.พงศพัศ พ.ต.อ.ดุสิต และครูน้อย ได้นำข้อมูลของเจ้าหนี้และยอดเงินที่รวบรวมมาเปรียบเทียบกันทีละรายโดยพบว่าข้อมูลตรงกันทั้งหมด ทั้งรายชื่อเจ้าหนี้และยอดเงิน ซึ่งขั้นตอนต่อไปตำรวจจะรับไปดำเนินการพูดคุยกับเจ้าหนี้เพื่อลดหย่อนหนี้ต่อไป

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บ้านครูน้อย มีผู้นำเงินและสิ่งของมาบริจาคอย่างต่อเนื่อง ตลอดทั้งวันตั้งแต่ช่วงเช้า รวมทั้งมีผู้โทรศัพท์ติดต่อเพื่อนัดวันจะนำของเข้ามาบริจาค และยังมีพระสงฆ์จากวัดไตรรัตนาราม ย่านบางเขน นำข้าวสารและอาหารแห้งมาบริจาคด้วย

 นายเรืองเดช ตรีสนธ์ อายุ 23 ปี พนักงานเสิร์ฟ อยู่บริษัท เซ็นทรัล โกลด์ จำกัด จ.สมุทรสาคร ที่นำเงินจำนวนหนึ่งมามอบให้ครูน้อย กล่าวทั้งน้ำตาว่า ก่อนหน้านี้ตนเคยอยู่ในอุปการะของครูน้อยมา 17 ปี ตั้งแต่อายุได้ 4 ขวบ พ่อตนเคยเป็นกรรมกรก่อสร้าง เมื่อรู้ข่าวว่าครูน้อยมีหนี้สินจึงรู้สึกสงสารและสำนึกในบุญคุณที่ครูน้อยเคยส่งเสียเลี้ยงดูตนมาอย่างดี จึงรวบรวมเงินจากเพื่อนๆ ร่วมงานมาได้ 1 ซอง โดยไม่ทราบว่ามีจำนวนเท่าใด และบริษัทที่ตนทำงานได้นำเงินมามอบให้อีก 1 ซอง เพื่อมอบให้แก่ครูน้อยด้วย

ข่าวจาก คม ชัด ลึก Bookmark and Share



* Name :

ตัวหนา ตัวเอียง ขีดเส้นใต้ อักษรเลื่อน ใส่ url รูปภาพ ใส่ url ลิงค์

* Message :

* Code : wfSQw