หญิงอ้อยื่นแถลงปิดคดียึดทรัพย์ทักษิณ7.6หมื่นล้าน


 ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สนามหลวง วันที่ 9 ก.พ.53 เวลา 13.30 น.นายสมพร พงษ์สุวรรณ ทนายความคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ อดีตภริยา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้คัดค้านที่ 1 ได้ยื่นคำแถลงปิดคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาทของพ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งศาลฎีกาฯนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 26 ก.พ.นี้ เวลา 13.30 น.

 โดยนายสมพรกล่าวว่า ได้ยื่นแถลงปิดคดีทั้งหมด 16 ประเด็น เป็นการหักล้างข้อกล่าวหาของผู้ร้องและประเด็นนำสืบต่างๆ โดยมั่นใจในพยานหลักฐานที่ได้นำสืบในชั้นไต่สวนของศาลฎีกามีน้ำหนักเพียงพอให้ศาลวินิจฉัย ทั้งประเด็นทรัพย์สินที่ผู้ร้องขอให้ยึดทรัพย์คุณหญิงพจมาน จำนวนกว่า 1 พันล้านบาทเศษ ซึ่งประกอบด้วย เงินสด เงินฝาก และพันธบัตรนั้นเป็นทรัพย์สินที่มีมาก่อนที่ พ.ต.ท.ทักษิณ จะเป็นนายกรัฐมนตรี รวมทั้งการซื้อขายหุ้นชินคอร์ปฯถูกต้องตามกฎหมาย

 ขณะที่คำแถลงปิดคดีของคุณหญิงพจมาน ความหนา 25 หน้า สรุปว่า ประเด็นที่อัยการสูงสุดผู้ร้อง กล่าวหาว่า คุณหญิงพจมานผู้คัดค้านที่ 1 และ พ.ต.ท.ทักษิณ ผู้ถูกกล่าวหา ยังคงถือหุ้นบริษัทชินคอร์ปฯ ผ่านบุตร ญาติ พี่น้องนั้น ผู้คัดค้านที่ 1 ได้นำนายพานทองแท้ ชินวัตร นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ และนางกาญจนาภา หงษ์เหิน ให้การยืนยันชัดเจนว่าหุ้นชินคอร์ปฯของผู้คัดค้านที่ 1 ได้มาโดยสุจริตมาตั้งแต่ปี 2526 และมีจำนวนเพิ่มขึ้นโดยการซื้อจากการเพิ่มทุน กระทั่งเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2543 มีหุ้นอยู่ 69,300,000 หุ้น ราคาหุ้นละ 10 บาทและได้ขายให้กับนายพานทองแท้ และนายบรรณพจน์ โดยได้ทำการโอนขายอย่างถูกกฎหมาย มีเจตนาในการซื้อขายหุ้นกันจริง และมีการชำระค่าหุ้นกันจริง จึงได้โอนกรรมสิทธิ์ไปยังผู้รับโอนอย่างถูกต้องตามกฎหมายแล้ว และ พ.ต.ท.ทักษิณ ผู้ถูกกล่าวหา ได้แจ้งบัญชีทรัพย์สินต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)แล้ว

 ส่วนคำเบิกความของนายแก้วสรร อติโพธิ คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) นั้นเป็นพยานที่ไม่มีความรู้เกี่ยวกับการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ได้โอนขายหุ้นชินคอร์ปฯให้นายพานทองแท้และนายบรรณพจน์ ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2543 จึงไม่มีพฤติการณ์คงไว้ซึ่งหุ้นชินคอร์ปฯตามที่ อสส. และ คตส. กล่าวหา และเป็นการวินิจฉัยที่ขัดต่อพยานที่ได้จากการไต่สวนของศาลฎีกาฯ

 ประเด็นข้อกล่าวหาที่ว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ได้รับชำระเงินจากนายพานทองแท้ เกินกว่ามูลหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินชำระค่าหุ้น และนายพานทองแท้ได้คืนเงินปันผลที่นายพานทองแท้ได้รับจากชินคอร์ปฯ นั้น ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนพยานของศาลฎีการับฟังได้ว่า นายพานทองแท้ ได้ชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงิน ที่เป็นหนี้ผู้คัดค้าน จำนวน 5,056,348,840 ล้านบาทตามตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวน 4 ฉบับ คือ หนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินค่าซื้อหุ้นชินคอร์ปจำนวน 424,750,000 บาท หนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินค่าซื้อหุ้นชินแซทเทลไลท์ จำกัด (มหาชน) 37,249,340 บาท หนี้ค่าซื้อหุ้นธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) 4,500,000,000 บาท หนี้ค่าซื้อหุ้นบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย 94,459,000 ล้านบาท ส่วนคำให้การของนายแก้วสรร พยานฝ่ายผู้ร้องให้การเกี่ยวกับการชำระหนี้ข้างต้นโดยไม่มีพยานหลักฐาน การที่ผู้ร้องกล่าวหาประเด็นนี้ จึงไม่เป็นความจริงและขัดกับพยานหลักฐานในสำนวนอย่างชัดเจน

 ประเด็นที่ผู้ร้องกล่าวหาว่าผู้คัดค้านที่ 1 ขายหุ้นให้กับนายพานทองแท้และนายบรรณพจน์ต่ำกว่าราคาที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ถึงราคาหุ้นละ 15 เท่า นั้น ผู้คัดค้านขอชี้แจงว่า การขายหุ้นระหว่างผู้คัดค้านที่ 1 กับนายพานทองแท้ เป็นการซื้อขายกันในฐานะทายาท ซึ่งเป็นบุตรคนโตที่บรรลุนิติภาวะแล้ว ให้สืบทอดธุรกิจที่ได้สร้างมาด้วยนำพักน้ำแรงของครอบครัว เพื่อให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ผู้ถูกกล่าวหาเข้าทำงานการเมืองอย่างเต็มที่ จึงได้ขายหุ้นให้นายพานทองแท้ในราคาทุน และสอนให้ลูกรู้คุณค่าของทรัพย์สินว่าการทำธุรกิจไม่มีอะไรได้มาฟรีๆ โดยการซื้อขายระหว่างแม่กับลูก ไม่ได้พิจารณาว่าหุ้นจะมีราคาสูงหรือต่ำกว่าราคาตลาด

 สรุปแม้นายพานทองแท้จะได้กำไรจากการซื้อขายหุ้นก็เป็นเรื่องของความเป็นแม่กับลูก ที่เอื้ออาทรมากกว่าบุคคลทั่วไป รวมทั้งกรณีที่ขายหุ้นให้กับนายบรรณพจน์ ที่ได้ร่วมก่อตั้งบ.ชินคอร์ปฯ และช่วยเหลือเกื้อกูลมาตั้งแต่เด็ก ผู้ร้องไม่มีพยานหลักฐานใดหักล้างพยานผู้คัดค้านที่ 1 ข้อกล่าวหาผู้ร้องจึงเป็นเพียงการคาดเดาลอยๆ

 ประเด็นที่กล่าวหาว่าผู้มีชื่อทั้งปวงยกเว้นนายบรรณพจน์ ไม่เคยรู้เห็นร่วมประชุมเจรจาขายหุ้นให้กลุ่มกองทุนเทมาเส็กนั้น ในชั้นไต่สวนของศาลฎีกาฯ ผู้คัดค้านที่ 1 ได้นำพยาน เข้าเบิกความยืนยันอย่างชัดเจนว่า การประชุมผู้ถือหุ้นของ บ.ชินคอร์ปฯ นายพานทองแท้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น.ส.พินทองทา ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นชินคอร์ปฯรับรู้และมอบหมายให้ผู้รับมอบเข้าร่วมประชุมแทนทุกครั้ง และเป็นแนวทางปฎิบัติมาตั้งแต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ผู้ถูกกล่าวหา ถือหุ้นชินคอร์ปฯมาตั้งแต่ปี 2526 - 2543 เพราะบ.ชินคอร์ปฯ มีผู้บริหารมืออาชีพและผู้ชำนาญการพิเศษบริหารอยู่แล้ว

 ส่วนการขายหุ้นชินคอร์ปฯให้กับเทมาเส็ก นั้นผู้คัดค้านที่ 1 ได้นำพยานเบิกความไว้อย่างชัดเจนถึงมูลเหตุในการขายหุ้น โดยมอบหมายให้นายบรรณพจน์ เป็นตัวแทนในการขายหุ้น ซึ่งเจ้าของกรรมสิทธิ์หุ้นชินคอร์ปฯทุกคนได้รับรู้และตกลงในเงื่อนไขการขายหุ้นร่วมกัน ข้อกล่าวหาของผู้ร้องจึงขัดต่อข้อเท็จจริงและพยานในการไต่สวนของศาลฎีกาอย่างสิ้นเชิง

 ประเด็นกล่าวหาที่ว่าหุ้นในชื่อ น.ส.พินทองทา ซื้อจากนายพานทองแท้ กลับนำเช็คของผู้คัดค้านที่ 1 ไปชำระให้นายพานทองแท้ และโอนเงินดังกล่าวกลับเข้าบัญชีของผู้คัดค้านที่ 1 นั้น ยืนยันว่า เงินที่ น.ส.พินทองทา นำไปซื้อหุ้น เป็นเงินที่ผู้คัดค้านที่ 1 ให้ น.ส.พินทองทา เนื่องในวันเกิดเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2545 จำนวน 370,000,000 ล้านบาท ซึ่ง น.ส.พินทองทา เบิกความต่อศาลยืนยันว่าประสงค์ที่จะนำเงินที่ได้ไปลงทุนใน บ.ชินคอร์ป ฯนายพานทองแท้ จึงตกลงแบ่งขายหุ้นชินคอร์ปฯ จำนวน 367,000,000 หุ้น คิดเป็นเงิน 367,000,000 บาทเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2545 และได้จดแจ้งการโอนหุ้นต่อบริษัทศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด และได้แจ้งการได้มาซึ่งหุ้น และการจำหน่ายไปต่อสำนักงานกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (กลต.) ตามที่กฎหมายกำหนดแล้ว

 กรณีจึงรับฟังได้อย่างชัดเจนว่าเงินจำนวนดังกล่าวเป็นของ น.ส.พินทองทา และนายพานทองแท้ นำไปชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินกับผู้คัดค้านที่ 1 มิใช่เป็นการคืนเงินให้ผู้คัดค้านที่ 1 โดยไม่มีมูลหนี้ตามข้อกล่าวหาแต่อย่างใด และหากจะถือหุ้นแทนบิดามารดาจริง นายพานทองแท้ถือเพียงคนเดียวก็ได้ไม่ต้องยุ่งยาก

 ในประเด็นข้อกล่าวหาที่ว่าเงินปันผลที่ น.ส.พินทองทา ได้รับจาก บ.ชินคอร์ปฯ แล้วส่งให้ผู้คัดค้านที่ 1 จำนวน 485,829,800 โดยทำเป็นจ่ายค่าซื้อหุ้น บ.อสังหาริมทรัพย์ 5 บริษัท จาก บ.วินมาร์ค จำกัด โดยใช้ชื่อ น.ส.พินทองทา เป็นผู้ถือหุ้นแทนผู้คัดค้านที่ 1 นั้น มีพยานเอกสารของนายมาห์มู๊ด โมฮัมหมัด อัล อันซารี ซึ่งเป็นคำชี้แจงโดยรับรองจากศาลดูไบ ยืนยันว่า นายมาห์มู๊ด เป็นเจ้าของ บ.วินมาร์คที่แท้จริงเพียงผู้เดียว และได้ซื้อหุ้นกลุ่มบริษัทของครอบครัวชินวัตรที่ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ จาก พ.ต.ท.ทักษิณ ในปี 2543 และได้รับการโอนหุ้นมาจากธนาคาร UBS AG สาขาสิงคโปร์ในปี 2544 บ.วินมาร์คจึงไม่ได้เป็นของ พ.ต.ท.ทักษิณ ผู้ถูกร้องและผู้คัดค้านที่ 1 และ น.ส.พินทองทา ไม่เคยส่งเงินปันผลคืนให้กับผู้คัดค้านที่ 1 โดย น.ส.พินทองทา เบิกความว่า นำไปฝากในบัญชีและนำไปใช้สอย

 ประเด็นที่ว่าผู้มีชื่อทั้งปวงไม่ได้รับเช็คค่าเงินปันผลหุ้นชินคอร์ปฯด้วยตัวเอง แต่กลับนำเข้าบัญชีผู้คัดค้านที่ 1 มาโดยตลอด นั้น บุตรชาย บุตรสาว น้องสะใภ้ และพี่ชายบุญธรรม ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หุ้น ได้เบิกความประกอบเอกสารยืนยันว่าเป็นผู้รับเงินปันผลทุกครั้ง ไม่เคยส่งคืนแก่ผู้คัดค้านที่ 1 ข้อกล่าวหาของผู้ร้องจึงคลาดเคลื่อน เนื่องจากเป็นการคาดเดาลอยๆ

 ประเด็นที่ว่าพฤติการณ์ถือหุ้นชินคอร์ป โดยใช้ชื่อนายบรรณพจน์ จำนวน 38,090,050 หุ้น ถือแทน ได้จากการใช้สิทธิเพิ่มทุนเมื่อปี 2542 โดยใช้เงินผู้คัดค้านที่ 1 ชำระค่าหุ้นโดยนายบรรณพจน์ ออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้แต่ไม่เคยมีการชำระเงิน นั้น นายบรรณพจน์ ให้การว่า นายบรรณพจน์ได้ใช้สิทธิซื้อหุ้นเพิ่มทุนเอง แต่ไม่มีเงินเพียงพอ จึงได้ขอยืมเงินจากผู้คัดค้านที่ 1 และได้ออกตั๋วสัญญาใช้เงิน ฉบับลงวันที่ 16 มีนาคม 2542 จำนวน 102,135,225 บาท ซึ่งเป็น 1 ใน 4 ตั๋วสัญญาใช้เงินที่นายบรรณพจน์ ออกเพื่อชำระหนี้แก่ผู้คัดค้านที่ 1จากหนี้รวม 450,385,225 บาท

 ประเด็นที่กล่าวหาว่าหุ้นในชื่อนายบรรณพจน์ ได้รับเงินปันผล 1,746,831258 บาท และส่งคืนผู้คัดค้านที่ 1 จนครบ 450,385,225 บาท เก็บเงินปันผลที่เหลือ 1,296,446,033 บาท ไว้ในบัญชีนายบรรณพจน์ตลอดมานั้น ขอชี้แจงว่า หุ้นชินคอร์ป ฯเป็นของนายบรรณพจน์ ผู้คัดค้านที่ 1 ไม่ได้เป็นเจ้าของหรือให้ถือแทน ส่วนเงิน 450,385,225 บาท นั้น นายบรรณพจน์ชำระตามตั๋วสัญญาใช้เงินและหนี้ค่าซื้อหุ้น ซึ่งเป็นการชำระหนี้ที่มีอยู่จริง

 ประเด็นที่กล่าวหาว่า ในวันที่ 23 มกราคม 2549 ผู้ถูกกล่าวหาและผู้คัดค้านที่ 1 ได้รวมหุ้นทั้งหมดขายให้เทมาเส็กในนามของนายบรรณพจน์ได้เงิน 17,709,802,575 แล้วนำเงินปันผลที่เหลือทั้งหมดกับเงินค่าหุ้นมาฝากไว้ในบัญชีนายบรรณพจน์ ก่อนทยอยโอนไปยังผู้ถูกกล่าวหาและผู้คัดค้านที่ 1 นั้น เป็นข้อกล่าวหาที่ปราศจากความเป็นจริง ไม่อาจรับฟังได้ เพราะการขายหุ้นชินฯ นายบรรณพจน์ เป็นผู้รวบรวมตกลงซื้อขาย ผู้ถูกกล่าวหาและผู้คัดค้านที่ 1 ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง และเงินที่ได้จากการขายหุ้นได้นำฝากเข้าบัญชีผู้มีกรรมสิทธิ์ในหุ้นทุกคน เมื่อนายบรรณพจน์ได้เงินแล้วจึงบริหารจัดการ โดยเฉลี่ยความเสี่ยงในการฝากเงิน และแบ่งลงทุนในกิจการส่วนตัว ไม่มีเงินส่วนหนึ่งส่วนใดเข้าบัญชีผู้คัดค้านที่ 1

 ประเด็นกล่าวหาของนายแก้วสรร ที่ว่าเดิม คตส.ไม่คิดเรื่องยึดทรัพย์ แต่เมื่อตรวจสอบเรื่องหุ้นชินคอร์ป ได้พยานหลักฐานจากนางกาญจนาภา หงษ์เหิน เป็นเอกสารใบรับฝากหุ้นชินคอร์ปของแอมเพิลริช เอาไปให้ธนาคายูเอสบี ดูแลออกใบรับฝากหุ้น ปรากฎผู้มีอำนาจลงนามคือ ที-ชินวัตร นั้น คำให้การของนายแก้วสรร แสดงให้เห็นทัศนคติความเป็นปฎิปักษ์ ไม่เป็นธรรมต่อผู้ถูกกล่าว ผู้คัดค้านที่ 1 ครอบครัวและญาติ สะท้อนให้เห็นถึงมาตรฐานการดำเนินคดีร่ำรวยผิดปกติของ คตส.ที่ไม่ใช้หลักยุติธรรมแต่ใช้การคาดเดา เพราะเอกสารดังกล่าวนางกาญจนาภา เจตนาส่งให้ คตส.เพื่อชี้ให้เห็นว่า บ.แอมเพิลริช ที่ผู้ถูกกล่าวหาตั้งขึ้นและมีอำนาจลงนามต่อธนาคารยูบีเอส ในปี 2542 ซึ่งปรากฎจากการไต่สวนของศาลฎีกาแล้วว่า ผู้ถูกกล่าวหาได้โอนขายหุ้นแอมเพิลริชให้กับบุตรชาย 1 หุ้น ราคา 1 เหรียญ ซึ่งเป็นหุ้นทั้งหมดในวันที่ 1 ธันวาคม 2543 ผู้ถูกกล่าวหาจึงไม่มีสิทธิในบ.แอมเพิลริช เป็นการใช้ทฤษฎีวัวของนายแก้วสรรที่ก่อตั้งขึ้นมาเอง

 ในประเด็นเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้คัดด้านที่ 1 ท้ายคำร้องเป็นทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นผิดปกติหรือร่ำรวยผิดปกตินั้น ผู้คัดค้านที่ 1 ขอเรียนว่า เป็นทรัพย์สินที่ผู้ถูกกล่าวหาได้ยื่นไว้ในบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินเมื่อปี 2544-2550 ในฐานะคู่สมรสของผู้ถูกกล่าวหา ที่ไม่ได้เพิ่มขึ้นหรือลดลงผิดปกติ และเป็นทรัพย์สินที่มีอยู่ก่อนที่ผู้ถูกกล่าวหาจะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ไม่ได้เป็นทรัพย์สินที่ได้มาโดยไม่สมควรสืบเนื่องจากการปฎิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจหน้าที่

 ประเด็นกล่าวหาว่าแม้ผู้คัดค้านที่ 1 ไม่ใช้เจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่ถือว่าการกระทำของคู่สมรสเป็นการกระทำของผู้ถูกกล่าวหา และผู้คัดค้านที่ 1 ได้รู้เห็นโดยตลอดจึงเป็นทรัพย์เกี่ยวข้อง ขอให้ยึดเงินจากการขายหุ้นจำนวน 70,864,879,416 บาท และเงินปันผลจำนวน 7,011,716,983 บาท นั้น ผู้คัดค้านที่ 1 กราบเรียนว่า หุ้นชินคอร์ปฯนั้น ผู้คัดค้านที่ 1 ได้มาและถือครองมาตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท จนถึงวันที่ 1 กันยายน 2543 จึงได้โอนขายให้แก่นายพานทองแท้และนายบรรณพจน์ จำนวน 69,300,000 ล้านหุ้น ราคาพาร์ 10 บาท ไม่เกี่ยวกับการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของผู้ถูกกล่าวหา อีกทั้งผู้คัดค้านที่ 1 ได้ให้การไว้อย่างชัดเจนว่า ไม่เคยเห็นด้วยกับการเข้าดำรงตำแหน่งทางการเมืองของผู้ถูกกล่าวหา นอกจากนี้พยานในชั้นไต่สวนของศาลฎีการับฟังเป็นที่ยุติว่า หุ้นชินคอร์ป มีราคาขึ้นลงสอดคล้องกับดัชนี ตลท. ตามสภาวะเศรษฐกิจตามปกติ ที่ผู้ร้องอ้างว่าหุ้นชินคอร์ปฯมีมูลค่าเพิ่มขึ้นจากการปฎิบัติหน้าที่ของผู้ถูกกล่าวหา จึงขัดต่อพยานหลักฐาน

 การที่ผู้ร้องขอให้ยึดเงินจากการขายหุ้นให้กับกลุ่มเทมาเส็ก จึงเป็นคำร้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ประกอบกับหุ้นดังกล่าวไม่ใช่หุ้นของผู้ถูกกล่าวหาและผู้คัดค้านที่ 1 กรณีจึงไม่สามารถยึดเงินดังกล่าวให้ตกเป็นของแผ่นดินได้ตามกฎหมาย จึงขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้ยกคำร้องและมีคำสั่งให้เพิกถอนการอายัดเงินและทรัพย์สินทั้งหมดของผู้คัดค้านที่ 1 ต่อไป

 

 

ข่าวจาก คม ชัด ลึก Bookmark and Share



* Name :

ตัวหนา ตัวเอียง ขีดเส้นใต้ อักษรเลื่อน ใส่ url รูปภาพ ใส่ url ลิงค์

* Message :

* Code : W4YnB