มองผ่านเลนส์คม - หลวงอา
ครูเพลงหลายคนมีรายได้ ลืมตาอ้าปากกันขึ้น เพราะมีคนไปเหมาเพลงมาจ่ายกันเป็นรายปี ได้มาก ได้น้อย แล้วแต่ว่า แต่ละคนจะมีเพลงดังที่คนนำไปร้องกันมากมายขนาดไหน
หลวงอาพร ภิรมย์ คือเป้าหมายที่ค่ายยักษ์ 2 แห่ง รุมกันชิงเพลงลิขสิทธิ์ของท่านมาครอบครอง เพราะท่านมีเพลงดังมากมาย อาทิ บัวตูมบัวบาน ดาวลูกไก่ น้ำตาลาไทร หรือเพลง จำใจจาก ที่คนจำชื่อไม่ได้ แต่จำท่อนขึ้นต้นที่ว่า สุดระกำช้ำตรมระทมอุรา...เพลงนิทานธรรมมะอีกมากมายสอนใจผู้คน ฯลฯ เพลงของท่านมีนักร้องดังๆ นำมาขับร้องกันใหม่มากมายหลายฉบับ
ยามนั้นถึงขนาดมีการนิมนต์ท่านมากรุงเทพฯ ตัดหน้ากันวันต่อวัน เมื่อค่ายหนึ่งได้ตัวไปก็จัดแจงบันทึกวิดีโอเอาไว้เพื่อยืนยันว่า ลิขสิทธิ์อยู่ที่ฝั่งนี้แล้ว เป็นเรื่องเชือดเฉือนกันสนุกสนานมากในช่วงนั้น
ครั้นธุรกิจคาราโอเกะซบเซา เพราะคนไม่นิยมร้องเพลงเก่า ค่ายเพลงก็ทิ้งขว้างครูเพลง ยามเจ็บป่วยก็ไม่เคยมีใครจะเยี่ยมเยียนหรือดูดายท่านเหล่านั้น ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านำเพลงไปหาผลประโยชน์กันอย่างคึกคัก
เจนภพ จบกระบวนวรรณ เจ้าของสถานีวิทยุเสียงศิลปิน FM.105.25 นิมนต์มารักษาตัวอยู่ที่ห้องพิเศษ 5 ชั้น 4 โรงพยาบาลสงฆ์ตึก 90 พระบรมราชชนนี ท่านไม่ยอมเข้าโรงพยาบาล เพราะได้รับการดูแลที่ไม่ดี ทำให้ท่านปลงตก ปล่อยให้อาการมันทุเลาเบาบางเอง รักษาเองตามมีตามเกิด
หลวงอาพร ภิรมย์ท่านเติบโตมาจากการเป็นลิเกก่อนที่จะเข้ามาอยู่สังกัดวงจุฬารัตน์ ความสามารถของท่านนั้นทั้งการร้อง การแต่งเพลง หากไม่อยู่ในสมณะเพศ ท่านคงได้รับการประกาศเป็นศิลปินแห่งชาติไปนานแล้ว
เจนภพกับสถาบันวิชาไทย จึงคิดทำงานใหญ่ถวายหลวงพ่อโดยจัด “มหกรรมลิเกมาราธอนแด่พระพร ภิรมย์” ด้วยการระดม 5 คณะลิเกที่มีน้ำใจเสียสละยกชาวคณะครบทีมชุดใหญ่ มาประชันฝีมือกัน คือ วัฒนา อนันต์ (พระเอกลิเกเจ้าของรางวัล คมชัดลึก อวอร์ด สาขาชายยอดเยี่ยม) ศรราม น้ำเพชร, เทพบัญชา หลานหอมหวล, วิชาญน้อย ลูกธนบุรี และ ศรรัก-ตรีภพ ศิษย์บุญเลิศ
จัดมหกรรมลิเกมันไม่ยากเท่าทำคอนเสิร์ตใหญ่ ซึ่งสิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย ค่าบัตรมี 100, 200 บาท ยกให้เป็นค่าโอสถหลวงอาทั้งหมด โดยจะแสดงที่ วัดวิจิตรการนิมิต (วัดหนัง) ซอยพาณิชยการธนบุรี (จรัญฯ13) เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพฯ วันพฤหัสบดีที่ 25 กุมภาพันธ์ 2553 เริ่ม เวลา 16.00 น. เป็นนิมิคอนเสิร์ตเพลงพร ภิรมย์
แฟนเพลงและบรรดาแม่ยกซื้อบัตรล่วงหน้าได้ที่ โทร.0-2412-1694 หรือซื้อหน้างาน ไปก่อนนั่งหน้า-ไปช้านั่งหลัง
รีบช่วยกัน เพราะไม่อยากได้ยินข่าวเหมือนกับพระเกษม สุวรรณเมนะ ผู้ประพันธ์เพลง ”ลาสาวแม่กลอง” ที่อาพาธและมรณภาพอย่างเดียวดายที่วัดในจังหวัดสิงห์บุรี เมื่อหลายปีก่อน
งานนี้ใครจะยื่นมือมาภายหลังด้วยจิตสำนึกจริงๆ หรืออยากสร้างภาพก็ไม่ว่ากัน ขอให้ได้เงินไปรักษาหลวงอาให้หายเป็นปกติ บรรทัดหลังนี้ หลวงอาหรือเจนภพไม่ได้พูด แต่คนเขียนพูดเอง
"นคร ศรีเพชร"